ทุกคนที่มีความรัก
รู้สึกหรือไม่
ทำไมทุกครั้งที่มีความรัก
เราจึงเป็นทุกข์
เพราะ
ความรัก เป็นห่วงแห่งอารมณ์ที่ยากแก่การแก้ไขมาก
หลายคนรู้ว่า มีความรักแล้วเป็นทุกข์
แต่ก็อยากจะมี
เพราะอะไร?
เพราะความรัก ก็เป็นอีกหนึ่งหนทางให้เราชดใช้เวรกรรม
ซึ่งเป็นกรรมเก่าในอดีตชาติ หรือในชาตินี้
หากเราเคยทำให้คนที่รักเราเสียใจ
ไม่ว่าจะเป็นพ่อ, แม่, ญาติผู้ใหญ่, หรือแม้แต่พี่น้อง
ซึ่งนี่คือความรักที่บริสุทธิ์
แต่เรากลับปฏิเสธความรักแบบนี้แทบจะทันทีที่เราได้พบเจอ
มันเป็นเหมือนทางเดินที่เป็นมาตรฐานสำหรับทุก ๆ คน
ที่จะปฏิเสธ ความรักที่บริสุทธิ์
และมุ่งหน้าที่จะเดินไปหา ความรักที่เป็นทุกข์
เราเคยมองไม๊
ว่าผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งเราไม่เคยใช้ชีวิตร่วมกับเค้ามานานสักเท่าไหร่
แต่ทำไม เค้า สามารถทำร้ายเราได้มากมายเหลือเกิน
ไม่ว่าจะเป็นทางกาย ทางวาจา และทางใจ
ทั้ง ๆ ที่เค้าไม่ได้เกิดมาพร้อมเรา
ขนาดคนที่เค้าเกิดมาพร้อมเรา
เรายังไม่รักมากมายขนาดนี้
แต่ทำไมเราถึงรักเค้ามาก
เพราะ
นี่คืออีกหนึ่งบททดสอบของเวรกรรม
อีกหนึ่งหนทางที่จะทำให้เรามีความทุกข์
และเป็นหนทางที่ทุก ๆ คนเจอมาแล้วทั้งนั้น
ถือซะว่า
นี่เป็นการชดใช้ความเจ็บปวด
ที่เราเคยทำให้กับคนหลาย ๆ คนตั้งแต่ที่เราเกิดมา
และที่เราเคยเฉยเมย เย็นชา
ต่อความรู้สึกที่เค้ามีให้มาเสมอ
นี่คือ
การชดใช้เวรกรรม
ในรูปแบบหนึ่ง
ผู้ที่มีรัก ผู้นั้นมีความทุกข์
แต่ผู้ที่ไม่มีรัก ก็ย่อมแสวงหาในรักเสมอ
อยากช่วยเหลือให้หลาย ๆ คนสามารถลุกขึ้นมาต่อสู้กับปัญหาที่ได้เจอในวันนี้ ด้วยหลักของพระพุทธศาสนา ด้วยศรัทธาของความดี ที่มีอยู่ในตัวของทุก ๆ คน

วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554
กรรม! เข้าใจง่ายกว่าที่คิด
สิ่งที่ชาวพุทธควรเชื่อ 4 ประการ
ความเชื่อในหลักกรรมนี้ ตามคำสอนของพระพุทธศานา ชาวพุทธต้องเชื่อ 4 อย่าง ต้องเชื่อหลัก 4 ประการ คือ
1. ตถาคตโพธิสัทธา เชื่อในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า คือ เชื่อว่าพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้จริง เป็นผู้ประกอบด้วยพระปัญญาคุณ พระวิสุทธิคุณ พระมหากรุณาคุณจริง ๆ
2. กัมมสัทธา เชื่อในเรื่องกรรม คือ เชื่อว่ากรรมมีจริง หลักกรรมที่เราทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วมีจริง
3. วิปากสัทธา เชื่อในผลของกรรม คือ เชื่อว่ากรรมที่บุคคลทำ ไม่ว่าดีหรือชั่ว ยอมให้ผลเสมอ จึงจะเปลี่ยนกิจกรรมความเปลี่ยนแปลงของชีวิตไปในทางที่เชื่อถือ และถูกต้องได้
4. กัมมัสสกตาสัทธา เชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตน หรือเชื่อว่าผลที่เราได้รับเป็นผลแห่งการกระทำของเราเอง ซึ่งอาจจะเป็นกรรมที่ทำในปัจจุบันชาติ หรืออดีตชาติ หรือจะทำในภพใด
จะเห็นได้ว่าในความเชื่อศรัทธา 4 อย่าง เป็นความเชื่อในเรื่องเกี่ยวกับหลักกรรมถึง 3 อย่าง
การเชื่อเรื่องกรรม
ไม่ใช่เรื่องที่งมงาย หรือน่าเบื่อ
แต่เป็นเพียงการเข้าใจถึงสิ่งที่เรากำลังประสบพบเจออยู่ในวันนี้
ถ้าเราลองเปิดใจที่จะเชื่อ
และลองมองกลับไปสู่อดีต
จากวันนี้ลองมองกลับไปดี ๆ ช้า ๆ
เราจะได้รู้ว่า
สิ่งที่ทำให้เราเป็นทุกข์ในวันนี้
นั่นคือ สิ่งที่เราเคยทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์มาก่อนนั่นเอง
ไม่จำเป็นต้องมีญาณทิพย์ หรือสัมผัสวิเศษ
แต่มนุษย์ทุกคนสามารถมองเห็นกรรมของตนเองได้
ด้วยตนเอง
เพียงแค่เราเปิดใจให้กว้างมากขึ้น
ปล่อยวางให้มากขึ้น
และทำให้จิตใจสงบเพียงพอ
ความเชื่อในหลักกรรมนี้ ตามคำสอนของพระพุทธศานา ชาวพุทธต้องเชื่อ 4 อย่าง ต้องเชื่อหลัก 4 ประการ คือ
1. ตถาคตโพธิสัทธา เชื่อในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า คือ เชื่อว่าพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้จริง เป็นผู้ประกอบด้วยพระปัญญาคุณ พระวิสุทธิคุณ พระมหากรุณาคุณจริง ๆ
2. กัมมสัทธา เชื่อในเรื่องกรรม คือ เชื่อว่ากรรมมีจริง หลักกรรมที่เราทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วมีจริง
3. วิปากสัทธา เชื่อในผลของกรรม คือ เชื่อว่ากรรมที่บุคคลทำ ไม่ว่าดีหรือชั่ว ยอมให้ผลเสมอ จึงจะเปลี่ยนกิจกรรมความเปลี่ยนแปลงของชีวิตไปในทางที่เชื่อถือ และถูกต้องได้
4. กัมมัสสกตาสัทธา เชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตน หรือเชื่อว่าผลที่เราได้รับเป็นผลแห่งการกระทำของเราเอง ซึ่งอาจจะเป็นกรรมที่ทำในปัจจุบันชาติ หรืออดีตชาติ หรือจะทำในภพใด
จะเห็นได้ว่าในความเชื่อศรัทธา 4 อย่าง เป็นความเชื่อในเรื่องเกี่ยวกับหลักกรรมถึง 3 อย่าง
การเชื่อเรื่องกรรม
ไม่ใช่เรื่องที่งมงาย หรือน่าเบื่อ
แต่เป็นเพียงการเข้าใจถึงสิ่งที่เรากำลังประสบพบเจออยู่ในวันนี้
ถ้าเราลองเปิดใจที่จะเชื่อ
และลองมองกลับไปสู่อดีต
จากวันนี้ลองมองกลับไปดี ๆ ช้า ๆ
เราจะได้รู้ว่า
สิ่งที่ทำให้เราเป็นทุกข์ในวันนี้
นั่นคือ สิ่งที่เราเคยทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์มาก่อนนั่นเอง
ไม่จำเป็นต้องมีญาณทิพย์ หรือสัมผัสวิเศษ
แต่มนุษย์ทุกคนสามารถมองเห็นกรรมของตนเองได้
ด้วยตนเอง
เพียงแค่เราเปิดใจให้กว้างมากขึ้น
ปล่อยวางให้มากขึ้น
และทำให้จิตใจสงบเพียงพอ
การสวดมนต์แก้กรรม
การสวดมนต์นั้นมีอานุภาพ
ปาฏิหาริย์บันดาลผลในสิ่งที่ต้องการได้จริง
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่ว่าจะสำเร็จได้ทุกคนไป
ขึ้นอยู่กับบุญบารมีของแต่ละท่านด้วย
การสวดมนต์ จะช่วยแก้ไขกรรมได้หรือไม่
ขึ้นอยู่กับ "บุญบารมี"
เพราะบางทีก็ได้ผล บางทีก็ไม่ได้ผล
ขึ้นอยู่กับเหตุผล 3 ประการ คือ
1. ถูกแรงกรรมปิดกั้น คือ ถูกกรรมเก่าขัดขวาง
2. ถูกกิเลสปิดกั้น คือ ขณะสวดมจิตของผู้สวดมีกิเลสเข้ามาปะปน ทำให้จิตไม่สงบหรือผู้สวด สวดด้วยอำนาจของความโลภ โกรธ หลง เช่น สวดมนต์เพื่ออยากให้ตนรวย ๆ อยาให้ถูกหวย หรือสวดมนต์เพื่อให้สามีรัก สามีหลง เป็นต้น
3. มีจิตไม่เชื่อในการสวดมนต์ คือ ไม่เชื่อในอานุภาพของบทสวดมนต์ ทำด้วยความไม่เชื่อมั่นว่าจะเป็นไปได้
ขอบคุณคำสอนของ พระธรรมสิงหบุราจารย์
(หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม)
เจ้าอาวาสวัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี
**ดังนั้นตามความคิดของข้าพเจ้า หากท่านต้องการเห็นผลของการสวดมนต์
เราควรคิดแค่ว่า
"เราสวดมนต์เพื่อต้องการให้มีสติ และมีสมาธิ ไม่ได้ต้องการความร่ำรวย หรือความสุขใด ๆ ทั้งสิ้น และควรเชื่อมั่นในทุก ๆ บทสวดมนต์ที่เราสวด ที่เราเอ่ยออกจากปากของเรา ทุกครั้งที่เอ่ยออกมา เราต้องรู้ตัวว่าเราพูดคำว่าอะไร และจิตต้องอยู่ด้วยเสมอ"**
นี่เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าได้ทราบ หลังจากที่ข้าพเจ้าได้เพียรสวดมนต์เพื่อความร่ำรวยมานานปี แต่ไม่เป็นผล
และผลที่ได้ ทำให้ข้าพเจ้าเริ่มปลง และรู้สึกพอกับสิ่งที่มีในทุกวันนี้ อย่างมีความสุข
ความร่ำรวยอาจะไม่ใช่คำตอบของทุกชีวิต
แต่ถ้าวันนี้
เรารู้จัก "พอ"
วันนี้ เรารวย
ปาฏิหาริย์บันดาลผลในสิ่งที่ต้องการได้จริง
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่ว่าจะสำเร็จได้ทุกคนไป
ขึ้นอยู่กับบุญบารมีของแต่ละท่านด้วย
การสวดมนต์ จะช่วยแก้ไขกรรมได้หรือไม่
ขึ้นอยู่กับ "บุญบารมี"
เพราะบางทีก็ได้ผล บางทีก็ไม่ได้ผล
ขึ้นอยู่กับเหตุผล 3 ประการ คือ
1. ถูกแรงกรรมปิดกั้น คือ ถูกกรรมเก่าขัดขวาง
2. ถูกกิเลสปิดกั้น คือ ขณะสวดมจิตของผู้สวดมีกิเลสเข้ามาปะปน ทำให้จิตไม่สงบหรือผู้สวด สวดด้วยอำนาจของความโลภ โกรธ หลง เช่น สวดมนต์เพื่ออยากให้ตนรวย ๆ อยาให้ถูกหวย หรือสวดมนต์เพื่อให้สามีรัก สามีหลง เป็นต้น
3. มีจิตไม่เชื่อในการสวดมนต์ คือ ไม่เชื่อในอานุภาพของบทสวดมนต์ ทำด้วยความไม่เชื่อมั่นว่าจะเป็นไปได้
ขอบคุณคำสอนของ พระธรรมสิงหบุราจารย์
(หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม)
เจ้าอาวาสวัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี
**ดังนั้นตามความคิดของข้าพเจ้า หากท่านต้องการเห็นผลของการสวดมนต์
เราควรคิดแค่ว่า
"เราสวดมนต์เพื่อต้องการให้มีสติ และมีสมาธิ ไม่ได้ต้องการความร่ำรวย หรือความสุขใด ๆ ทั้งสิ้น และควรเชื่อมั่นในทุก ๆ บทสวดมนต์ที่เราสวด ที่เราเอ่ยออกจากปากของเรา ทุกครั้งที่เอ่ยออกมา เราต้องรู้ตัวว่าเราพูดคำว่าอะไร และจิตต้องอยู่ด้วยเสมอ"**
นี่เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าได้ทราบ หลังจากที่ข้าพเจ้าได้เพียรสวดมนต์เพื่อความร่ำรวยมานานปี แต่ไม่เป็นผล
และผลที่ได้ ทำให้ข้าพเจ้าเริ่มปลง และรู้สึกพอกับสิ่งที่มีในทุกวันนี้ อย่างมีความสุข
ความร่ำรวยอาจะไม่ใช่คำตอบของทุกชีวิต
แต่ถ้าวันนี้
เรารู้จัก "พอ"
วันนี้ เรารวย
ความทุกข์
ขอบคุณความทุกข์
ที่ทำให้เราค้นหาความสุข
และการดิ้นรนให้พ้นจากความทุกข์
เราพบปัญหากันทุกคน
คงไม่มีใครบอกกล้าบอกหรอกนะว่า "ไม่เคยมีความทุกข์"
เพราะทุกคนล้วนเกิดมาพร้อมความทุกข์
เพราะอะไร?
เพราะเราทุกคนเกิดมาพร้อมกรรม
และ
กรรม คือ การกระทำ
ทั้งการทำความดี และการทำความชั่ว
เมื่อเราทำกรรมชั่วไปเรื่อย ๆ โดยไม่คิดจะสั่งสมกรรมดี
โดยคิดว่า ยังไงทุกวันนี้เราก็มีความสุข สนุก สบาย
และเมื่อถึงวันที่บุญเก่าเราหมด
วันนั้น คือ วันที่ความทุกข์จะมาเยือนเราอย่างจริง ๆ จัง ๆ
และเหมือนกับว่า
"ในโลกใบนี้ไม่มีใครสามารถช่วยเหลือเราได้เลย"
เพราะอะไร
"เพราะคุณไม่มีบุญพอที่จะมองเห็นว่าใครสามารถช่วยเหลือคุณได้"
"หรือแม้แต่คิดจะทำบุญ คุณยังทำไม่ได้เลย"
"คุณคิดว่านั่น คือ สิ่งที่ไร้สาระ"
"อย่าไปคิดจนถึงขั้นสวดมนต์นะ"
"เพราะส่วนใหญ่แล้วคนที่ไม่สามารถหาทางออกให้กับชีวิตของตนเองได้นั้น จะไม่ค่อยได้สวดมนต์"
การทำความดี (การสะสมกรรมดี)
ไม่ยากอย่างที่คิด
แค่แบ่งอาหารของเรา ให้สัตว์จรจัด หรือให้ร่มเงามันบ้าง แสดงความห่วงใยในบางครั้ง
หรือ
การให้น้ำคนขอทาน, การช่วยคนแก่ข้ามถนน, หรือหาข้าวให้พ่อกับแม่เราทาน,
แค่ความรู้สึกดี ๆ ที่เรามีให้คนรอบข้าง
นั่นแหล่ะ "ความดี"
ที่ทำให้เราค้นหาความสุข
และการดิ้นรนให้พ้นจากความทุกข์
เราพบปัญหากันทุกคน
คงไม่มีใครบอกกล้าบอกหรอกนะว่า "ไม่เคยมีความทุกข์"
เพราะทุกคนล้วนเกิดมาพร้อมความทุกข์
เพราะอะไร?
เพราะเราทุกคนเกิดมาพร้อมกรรม
และ
กรรม คือ การกระทำ
ทั้งการทำความดี และการทำความชั่ว
เมื่อเราทำกรรมชั่วไปเรื่อย ๆ โดยไม่คิดจะสั่งสมกรรมดี
โดยคิดว่า ยังไงทุกวันนี้เราก็มีความสุข สนุก สบาย
และเมื่อถึงวันที่บุญเก่าเราหมด
วันนั้น คือ วันที่ความทุกข์จะมาเยือนเราอย่างจริง ๆ จัง ๆ
และเหมือนกับว่า
"ในโลกใบนี้ไม่มีใครสามารถช่วยเหลือเราได้เลย"
เพราะอะไร
"เพราะคุณไม่มีบุญพอที่จะมองเห็นว่าใครสามารถช่วยเหลือคุณได้"
"หรือแม้แต่คิดจะทำบุญ คุณยังทำไม่ได้เลย"
"คุณคิดว่านั่น คือ สิ่งที่ไร้สาระ"
"อย่าไปคิดจนถึงขั้นสวดมนต์นะ"
"เพราะส่วนใหญ่แล้วคนที่ไม่สามารถหาทางออกให้กับชีวิตของตนเองได้นั้น จะไม่ค่อยได้สวดมนต์"
การทำความดี (การสะสมกรรมดี)
ไม่ยากอย่างที่คิด
แค่แบ่งอาหารของเรา ให้สัตว์จรจัด หรือให้ร่มเงามันบ้าง แสดงความห่วงใยในบางครั้ง
หรือ
การให้น้ำคนขอทาน, การช่วยคนแก่ข้ามถนน, หรือหาข้าวให้พ่อกับแม่เราทาน,
แค่ความรู้สึกดี ๆ ที่เรามีให้คนรอบข้าง
นั่นแหล่ะ "ความดี"
วันอังคารที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2554
แก้ไขปัญหาชีวิต
รับปรึกษาและแก้ไขปัญหาชีวิตด้วยหลักพยากรณ์ทุก ๆ รูปแบบ
ตั้งแต่เลข 7 ตัว, กราฟชีวิต, ไพ่ป๊อก, รวมไปจนถึงไพ่พรหมญาณ
และการใช้สัมผัสที่หก
ในการแก้ไขปัญหาชีวิตของผู้ที่กำลังประสบวิบากกรรมอยู่ในขณะนี้
ขอแก้ไขโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ
ในทุกคำปรึกษานะคะ
ฝากคำถาม และปัญหาต่าง ๆ ได้ที่
http://silverclound.blogspot.com
นะจ๊ะ
ตั้งแต่เลข 7 ตัว, กราฟชีวิต, ไพ่ป๊อก, รวมไปจนถึงไพ่พรหมญาณ
และการใช้สัมผัสที่หก
ในการแก้ไขปัญหาชีวิตของผู้ที่กำลังประสบวิบากกรรมอยู่ในขณะนี้
ขอแก้ไขโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ
ในทุกคำปรึกษานะคะ
ฝากคำถาม และปัญหาต่าง ๆ ได้ที่
http://silverclound.blogspot.com
นะจ๊ะ
ป้ายกำกับ:
แก้กรรม,
ดวงตก,
ปัญหาชีวิต,
สะเดาะเคราะห์
วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2554
คำคม1
โชคชะตาไม่เคยทำร้ายเรา
โชคชะตาสอนให้เรารู้ถึงสัจธรรมของชีวิต
โชคชะตาทำให้เราต้องเจอกับปัญหา
และปัญหาไม่เคยทำให้ใครต้องตาย
ถ้าเรามีสติเพียงพอที่จะรับมือกับปัญหานั้น ๆ
โชคชะตาสอนให้เรารู้ถึงสัจธรรมของชีวิต
โชคชะตาทำให้เราต้องเจอกับปัญหา
และปัญหาไม่เคยทำให้ใครต้องตาย
ถ้าเรามีสติเพียงพอที่จะรับมือกับปัญหานั้น ๆ
คำคม
ทุกปัญหามีทางออกเสมอ
เพียงแต่ในเวลาที่เรามีปัญหา
เราแค่มองไม่เห็นทางออกเท่านั้น
แต่ถ้าเรามองปัญหาด้วยปัญญาเมื่อไหร่
คุณจะพบกับทางออกเสมอ
เพียงแต่ในเวลาที่เรามีปัญหา
เราแค่มองไม่เห็นทางออกเท่านั้น
แต่ถ้าเรามองปัญหาด้วยปัญญาเมื่อไหร่
คุณจะพบกับทางออกเสมอ
คู่ชีวิต

หลายคนอยากมีชีวิตคู่
และอีกหลายคนอยากเลิกกับคู่ชีวิต
เรามีคู่ชีวิตไว้เพื่ออะไร
เพื่อให้เค้าเป็นที่พึ่งสำหรับเรา
เพื่อให้เค้าเป็นกำลังใจให้เรา
เพื่อให้เค้าคอยอยู่เคียงข้างเวลาที่เราไม่สบาย
หมดสมัยแล้วที่อยากจะมีคู่ชีวิต
เพื่อเป็นการยกระดับฐานะทางการเงิน
ในวันนี้ไม่มีใครขอให้ได้คู่ชีวิตที่ร่ำรวยกันแล้ว
เพราะผู้หญิงทุกคนบนโลกใบนี้ขอแบบนี้เหมือนกันหมด
แต่ Jackpot จะไปตกที่ใคร
การมองหาคู่ชีวิตในวันนี้
คงต้องเป็นการมองบนหลักความเป็นจริง
ถึงแม้บางครั้งเราก็อยากจะฝัน
อยากจะหวังเหมือนกัน แต่ในเมื่อมันเป็นไปไม่ได้
แล้วเราจะฝัน หรือหวังไปเพื่ออะไร
ถึงแม้จะมีคู่ชีวิตแต่เหมือนไม่มี
เพราะเค้าไม่สามารถมาช่วยแบ่งเบาภาระอะไรได้เลย
เพราะเค้าไม่สามารถอยู่เคียงข้างในทุกครั้งที่เราป่วย, เราเหนื่อย, เราหมดแรง
หรือแค่ไปเฝ้าลูกเค้าก็ทำไม่ได้
เราจะหวังอะไรจากคู่ชีวิตแบบนี้ิได้
หรือเราควรจะหวังว่าเราจะฝากชีวิตไว้เพื่อตัวเราเองมากกว่า
เพราะถึงอย่้างไรในระยะเวลาทั้งหมดที่อยู่ด้วยกันมา
ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรให้ดีขึ้นเลย
มีแต่แย่ลง
แล้วเราจะมีคู่ชีวิตไปเพื่ออะไร
ความสุขสมหวังในวันนี้
เราควรเป็นคนสร้างมันขึ้นมา
ด้วยตัวเราเอง
แล้วความภาคภูมิใจมันจะอยู่กับเราตลอดไป
มันเป็นหลักฐานที่แสดงให้เราได้เห็นว่า
ไม่ต้องมีคู่ชีวิตเราก็ทำได้
เพราะถึงมีก็รังแต่จะทำให้เรามีภาระเพิ่มมากขึ้น
ความสำเร็จอยู่ในมือของเราเสมอ
หากเรามุ่งมั่นและตั้งใจที่จะทำ
ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อตัวเราเอง
และเพื่อคนที่เรารักทั้งนั้น
เราคงไม่สามารถฝาก
ความหวังและความฝันไว้กับใครได้
นอกจากสองมือของเราเท่านั้น
ความฝันจะเป็นจริงเสมอ
ถ้าวันนี้เราลงมือทำ
ป้ายกำกับ:
ความตั้งใจ,
ความฝัน,
ความมุ่ง,
ความสำเร็จ,
ความหวัง,
คู่ชีวิต,
พยายาม
หมดเวลา

หลังจากที่ใช้ชีวิตร่วมกันมานานหลายปี
อยากถามหลาย ๆ คนว่า
"หากวันหนึ่งคุณหมดความรักที่มีให้กันแล้ว ทำไมถึงไม่ยอมเลิกกันไป"
"คุณจะทำให้ทุก ๆ วันในชีวิตคู่ และคนรอบข้างเดือดร้อน และอึดอัดไปเพื่ออะไร"
เมื่อวันหนึ่งการอยู่ด้วยกันเริ่มมีปัญหามากขึ้น
และคนสองคนไม่สามารถยอมให้กันและกันได้อีกต่อไป
"การให้อภัยจึงไม่มี"
ที่เหลือคือ "ความรุนแรง"
ซึ่งมันคงจะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ
และถ้าเราไม่สามารถเดินออกไปจากชีวิตของคน ๆ นี้ได้
และเราหมดแล้วซึ่งความอดทนที่มีต่อกัน
และถ้าเราขอให้เค้าเดินออกไปจากชีวิตของเราแล้ว
แต่เค้าไม่ไป
เราควรทำอย่างไร?
ทำไมเหรอ?
แค่ขอให้เค้าปรับเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ไม่ได้เลยหรืออย่างไร?
ทำไมต้องมีอคติเสมอ?
ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนของเราเอง หรือแม้แต่พี่น้อง
เราก็ไม่สามารถไปหาได้อย่างมีความสุข
เพราะต้องคอยระวัง ไม่ฉะนั้นกลับมาที่บ้านก็ต้องทะเลาะกับสามีอีกเหมือนเดิม
ทำไมอ่ะ?
ไม่เข้าใจจริง ๆ นะ
เพราะถ้าไม่สามารถยอมรับเราในแบบที่เราเป็น
ทำไมเค้าไม่เดินออกไปจากชีวิตของเราล่ะ
จะทนทรมานทั้งสองฝ่ายไปเพื่ออะไร
ทำให้คนรอบข้างเราเป็นทุกข์ไปด้วย
เค้าจะทำไปเพื่ออะไร?
แบบนี้ใช่ไม๊ที่เค้าเรียกว่า "เห็นแก่ตัว"
วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2554
เงินตรา

ปัญหาสำหรับทุก ๆ คน
เราเชื่อว่า
แต่ละคนมีปัญหาแตกต่างกัน
แต่คงไม่มีใคร "ไม่มีปัญหา"
เพียงแต่เราต้องมองให้เห็นปัญหาจริง ๆ
ซึ่งการมองให้เห็นปัญหานี้
แม้แต่เราเอง
ซึ่งพยายามทำใจให้เย็น ๆ และมองนิ่ง ๆ นาน ๆ
เรายังไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้เลย
เราจะสามารถหยุดดิ้นรนได้อย่างไร
ในเมื่อวันนี้
ทุกคน ทุกชีวิตบนโลกใบนี้
ล้วนมีสิ่งเดียวที่ต้องการเหมือนกัน คือ "เงินตรา"
เงินไม่ใช่พระเจ้า
เงินไม่สามารถซื้อทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกได้
แต่เงินสามารถอำนวยความสะดวกให้เราไปถึงที่หมายได้ง่ายมากขึ้น
เมื่อถึงวันหนึ่งที่เรามีเงินเพียงพอแล้ว
เพียงพอต่อความต้องการขั้นพื้นฐาน
แล้ววันนั้นเราสามารถหยุดได้หรือไม่
คนที่ยังไม่มีก็ต้องดิ้นรนกันต่อไป
แล้วคนที่มีเพียงพอแล้วล่ะ
คุณสามารถปลดปล่อยตนเองจากสิ่งที่พันธนาการคุณไว้ได้หรือไม่
คำถามง่าย ๆ
ที่บางคนไม่สามารถหาคำตอบได้
และเราก็เป็นหนึ่งในนั้น
วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2554
รินหัวใจใส่งาน

ท่าน ว.วชิรเมธีได้เดินทางไปเมืองจีน ไปเห็นกำแพงเมืองที่มีอายุยืนยาวถึงสองสามพันปี
ท่านได้ถามมัคคุเทศก์ว่า "ทำไมมันทนจัง"
มัคคุเทศก์บอกว่า "จิ๋นซีฮ่องเต้ โปรดให้ปั้นอิฐแต่ละก้อนด้วยวิธีพิเศษ แล้วทุกคนที่ปั้นอิฐจะต้องจารึกชื่อตัวเองไว้ที่ก้อนอิฐ เมื่อเผาเสร็จแล้วจึงเอาไปก่อกำแพง ฝนตกแดดส่อง ถ้าอิฐของใครสึกหรอก เอาคนปั้นที่มีชื่อเขียนติดไว้ไปตัดหัว แล้วเอาศพฝังใต้ซากกำแพงเมือง"
ด้วยเหตุนี้ เจ้าหน้าที่ทุกคนจึงตั้งใจบรรจงปั้นอิฐอย่างสุดความสามารถ เพราะกลัวตายจึงตั้งใจปั้นจริง ๆ อิฐทุกก้อนจึงอยู่คงทนยาวนานมาถึงทุกวันนี้ ถ้าเราทำได้เหมือนคนปั้นอิฐของจิ๋นซีฮ่องเต้ งานของเราจะเป็นงานที่ดีที่สุด
ลูกค้าที่มาเจอหน่วยงานเราจะประทับใจกลับไป อย่าทำงานเหมือนลวกก๋วยเตี๋ยว ลวก ๆ สุกบ้างไม่สุกบ้าง
ทำงานต้องทำให้ดี ต้องประณีต
ประณีตหมายถึงรินใจใส่งาน
ถ้ารินใจใส่งานจะได้งานชิ้นเอกทุกเรื่องทุกครั้งไป
งานที่สำคัญที่สุด คือ งานที่เราทำอยู่ตอนนี้ ทำให้ดีที่สุด
ถ้าเราทำให้ดีที่สุด ตอนนี้
มันจะกลายเป็นพรุ่งนี้ที่ดีที่สุด
เมื่อมันเป็นวันวายมันก็เป็นวันวายที่ดีที่สุด
แล้วเราจะมีความสุขกับมัน ถ้าเราทำอย่างดีที่สุด
ที่มา ::
งานสัมฤทธิ์ ชีวิตรื่นรมย์
ท่าน ว.วชิรเมธี
งานที่สำคัญที่สุด

งานที่สำคัญที่สุด คือ งานที่เราทำอยู่ในขณะนี้
เราทำงานอะไร จงใส่จิตใส่ใจกับมันให้เต็มร้อย
อย่าสักแต่ว่าทำ
เพราะว่าถ้าสักแต่ว่าทำงานก็ไม่ดีความสามารถเราก็ไม่พัฒนา
ทำอะไรก็พยายามทำให้ดีที่สุด
พระพุทธเจ้าเวลาทำงาน
ทรงรับสั่งว่า "ฉันทำงานเหมือนราชสีห์"
ราชสีห์เวลาจับหนู โดดตะครุบด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดด้วยศักยภาพทั้งหมด
เราทุกคนก็เช่นกัน
เวลาทำงาน งานของเราต้องสำคัญที่สุด
ไม่ทำสักแต่ว่าทำ แต่จะต้องทำให้ดีที่สุด
เพราะถ้าเราทำให้ดีที่สุด
ผลงานของมันจะประกาศศักยภาพของเราไปตลอดชีวิต
ที่มา ::
งานสัมฤทธิ์ ชีวิตรื่นรมย์
ท่าน ว.วชิรเมธี
คนที่สำคัญที่สุด

คนที่สำคัญที่สุด คือ "คนที่อยู่ตรงหน้า"
ทำไมคนที่อยู่ข้างหน้าเราจึงสำคัญ ก็เพราะว่ามนุษย์พบเจอกันไม่บ่อยนัก
ในชีวิตนี้มนุษย์ที่มาปฏิสัมพันธ์กันเหมือนไม้สองท่อน
ที่ลอยมาคนละทิศคนละทางมาเจอกันกลางทะเล
ทะเลกว้างแสนกว้างแต่ไม้สองท่อนยังคงไหลมาเจอกันได้
เมื่อไหลมาเจอกันโครม
แล้วในที่สุดก็จะไหลจากกันไป
คงไม่มีไม้ท่อนไหนที่ไหลมาชนกันโครม แล้วอยู่ติดกันตลอดไป
ชีวิตเราไหลมาเจอพ่อเจอแม่ อยู่ด้วยกันไม่กี่ปีพ่อแม่ตายจาก
ไหลมาเจอสามีหรือภรรยาในดวงใจ อยู่กันไปไม่กี่ปีบางทีไม่ตายจาก แต่เขาก็จากไปเอง
เพราะฉะนั้น วิถีชีวิตของมนุษย์เราจะเจอกันแค่ชั่วคราวเท่านั้น
ถึงเราจะรักกันแค่ไหนจะดีต่อกันแค่ไหนก็ตาม ก็ชั่วคราวเท่านั้น
เพราะฉะนั้นเรามาเจอกันแค่ชั่วคราว ควรจะดูแลโมงยามที่แสนสั้นนี้ให้ดีที่สุด ให้เป็นชั่วคราวที่งดงามที่สุด
ที่มา ::
งามสัมฤทธิ์ ชีวิตรื่นรมย์
ท่าน ว.วชิรเมธี
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)